Loading...

เกษตรกรอุดรฯ ปลูกเองขายเอง ‘พุทรา 3 รส’ รายได้ดี กำไรปีละ 1 แสน

ล้มลุกคลุกคลาน เกษตรกรอุดรฯ หันปลูก “พุทรา 3 รส” ขายเอง รายได้ดีปีละ 1 แสน เผย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถใช้จ่ายในครอบครัว-ส่งลูกเรียน…


เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนพุทรา หมู่ 1 ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี กำลังออกผลผลิตดกสุกเหลืองเต็มต้น นางแว่นใจ โสภาศรี อายุ 49 ปี และนายเดชทวี โสภาศรี อายุ 52 ปี ชาว ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี สามีภรรยาเกษตรกรเจ้าของสวน ช่วยกันเก็บผลพุทราที่ทยอยสุก เพื่อนำไปขายให้ลูกค้า ซึ่งเป็นพ่อค้าเร่ตามหมู่บ้าน หรือรถพุ่มพวง ที่เดินทางมาซื้อถึงบ้าน โดยขอเป็นผู้กำหนดราคาเอง

นางแว่นใจ เปิดเผยว่า ตนและสามีเรียนจบระดับปริญญาตรี สามีรับราชการเป็นเจ้าพนักงานเกษตรอำเภอศรีธาตุ จ.อุดรธานี ส่วนตนเลือกมาเป็นแม่บ้านและทำเกษตรกรรม ก่อนหน้านี้ตนเคยปลูกมะม่วงเขียวเสวย หนองแซง โชคอนันต์ ขายส่งตลาดผักผลไม้ที่ จ.ขอนแก่น กระทั่งปี 2545 ต้นมะม่วงเริ่มแก่ จึงตัดทิ้งเพื่อจะหาผลไม้ชนิดใหม่มาปลูก จึงไปสำรวจตลาดผลไม้ พบว่าพุทรา 3 รส ยังเป็นที่ต้องการของตลาด ถึงขั้นไม่พอขาย จึงไปศึกษาวิธีการปลูกและดูสวนพุทราจริง จากนั้นได้สั่งพุทรา 3 รส พันธุ์ราชบุรีมาปลูก โดยลงทุนปีแรกครั้งแรก 1 แสนบาท ทั้งซื้อต้นพันธุ์ วางสายยางแบบระบบน้ำหยด และขุดสระน้ำ ซึ่งเรียกว่าต้นทุนคงที่

ปีแรกต้นพุทรายังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ยังไม่มีผลผลิต แถมยังต้องดูแลใส่ปุ๋ยบำรุงต้นให้เจริญเติบโตและรอดให้ได้ เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 2 ต้นพุทราเริ่มโตสูงประมาณ 50 ซม. เริ่มออกผล แต่ยังเก็บขายไม่ได้ และยังต้องตัดกิ่งออก เพื่อให้ต้นแตกกิ่งก้าน เมื่อเข้าปีที่ 3 ซึ่งพุทราได้รับการบำรุงเต็มที่จากปุ๋ยคอกรองพื้น และใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 และฉีดฮอร์โมน และฉีดยาฆ่าแมลง เพลี้ยแป้ง และหนอนแมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญ หากพุทรามีหนอนระบาด ถือว่าเสียหายทั้งหมด เก็บขายไม่ได้ ซึ่งตนจะใช้น้อยที่สุด เพราะตนถือว่าตนและครอบครัวก็รับประทานด้วย พวกนี้เป็นทุนหมุนเวียน

กระทั่งเดือนพฤศจิกายน พุทราจะเริ่มออกผล ลูกจะโตและทยอยสุกและเก็บได้ในเดือนธันวาคมตลอดทั้งเดือน เพราะพุทราสุกไม่พร้อมกัน ตนจะเก็บไปขายที่ตลาดอุดรเมืองทอง เขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่ถูกลูกค้าซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางกดราคา ขายได้ กก.ละ 8 บาท เมื่อขายหมดสวน 4 ไร่ ได้เงิน 2-3 หมื่นบาท ถือว่ายังไม่คุ้มทุน และได้น้อย ตนจึงคิดแบบใหม่ “ปลูกเอง ขายเอง กำหนดราคาเอง” แบบผู้ปลูกมีกำไรอยู่ได้ ลูกค้าที่มาซื้อนำไปขายก็มีกำไร ทำให้ตนและลูกค้าขายพุทราในราคาที่พอใจ มีกำไร อยู่ได้ทั้งคู่

ซึ่งปีต่อมาตนเก็บพุทราด้วยแรงงานภายในครอบครัววันละ 80-100 กก. นำมาคัดเลือกและบรรจุถุง 10 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 20 บาท ถุงละ 200 บาท โดยขายเองที่บ้านแล้วจะมีลูกค้าซึ่งเป็นพ่อค้าขายของเร่ไปตามหมู่บ้าน หรือ “รถพุ่มพวง” มาซื้อ และจะนำไปขายปลีกกิโลกรัมละ 30 บาท ได้กำไร 10 บาท ซึ่งลูกค้าก็พอใจ ตนเก็บพุทรา 4 ไร่ ได้ 4 ตัน ขายได้ตันละ 20,000 บาท รวม 8 หมื่นบาท ขายพุทรา 2 ปี ตนก็ได้ทุนคืน และยังมีของแถมอีก หลังเก็บพุทราหมด ก็จะตัดกิ่งออก ทาด้วยปูนขาว เพื่อให้พุทราพักต้นหลังออกลูก และแตกกิ่งใหม่ ส่วนกิ่งที่ตัดออกจะนำไปเผาถ่านขาย กระสอบปุ๋ยละ 120 บาท ทำให้มีรายได้เสริมเข้ามาอีก

กระทั่งปี 2557 ตนได้นำน้ำนมวัวหมักผสมอีเอ็มและกากอ้อย นำมาฉีดให้ปุ๋ยทางใบ ทำให้พุทราออกผลจำนวนมาก และกรอบ ทำให้เก็บพุทราได้ 5 ตัน ขายได้เงิน 1 แสนบาท และปีนี้ก็เช่นเดียวกันพุทราออกผลดกมาก คาดว่าจะได้ 5 ตัน แต่ก็ยังไม่พอขาย เพราะมีลูกค้าขาประจำมารอซื้อถึงบ้าน ซึ่งการลงทุน 1 แสนบาท เมื่อปี 2545 จนถึงปีนี้ 2559 ซึ่งเป็นทุนคงที่ เป็นเวลา 14 ปี กับการเก็บผลผลิตไปจำหน่ายได้ปีละ 70,000-100,000 บาท และหักทุนหมุนเวียนปีละ 10,000 บาท ถือว่าคุ้มและมีกำไรดี


นางแว่นใจ ยังเปิดเผยอีกว่า ครอบครัวตนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ นอกจากจะปลุกพุทรา 4 ไร่แล้ว ตนและสามีจะทำนาปลูกข้าว 21 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 17 ไร่ โดยใช้แรงงานในครอบครัว และสามียังใช้เวลาหลังเลิกงานและวันหยุดราชการออกไปรับจ้างผสมเทียมและรักษาสัตว์ตามหมู่บ้าน ไม่มีหนี้นอกระบบ ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะมาใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกเรียนหนังสือ โดยลูกชายคนโตเรียนชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ส่วนลูกชายคนเล็กเรียนอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ แบบสบาย ไม่เดือดร้อน.

Comments

comments

Loading...