คำสอนของปู่ฤาษีพญานาค กลั่นกรองมาแต่สิ่งดีทั้งๆนั้น

ยิ่งให้มาก ยิ่งได้มาก
ให้เขาไปเถอะ เขาจะรักหรือเกลียดเรา ก็ให้ให้เขาไป
ไม่ต้องเลือก ว่าคนนั้นดีกับเราเราจะให้ คนโน้นไม่ดีกับเราเราไม่ให้
ยิ่งให้มาก ยิ่งได้มาก ไม่มีวันหมดแน่นอน

● จิตเมื่อนิ่งแล้ว ย่อมมีพลัง

● อย่าพึ่งเชื่อถ้ายังไม่ได้ลองปฏิบัติ
เวลาฟังอะไรมา อย่าพึ่งเชื่อทันที ถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นถึงครูบาอาจารย์ ผู้มีชื่อเสียงมีคนนับหน้าถือตา
แต่ไม่ใช่ให้ไปลบหลู่ท่านนะ หมายถึง ฟังท่าน แล้ว เอามาไตร่ตรอง ดูเหตุดูผล
แล้วลงมือทำให้เห็นผลเสียก่อน ก่อนที่จะเชื่ออะไร แม้แต่ในหนังสือในตำรา ก็ให้ไตร่ตรอง
หนังสือตำรา เป็นสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นเอง สมมุติขึ้นเอง
ตามจินตนาการ ความคิด ความเชื่อ ความรู้ ของตัวเอง ไม่ได้ออกมาจากโอษฐ์ขององค์ไหน
ลองทำก่อนค่อยเชื่อ ไม่ใช่เชื่อตามๆกันไป เขาว่ามามั่ง,วงในเขาบอกมั่ง เขาบอกทั้งนั้นไม่รู้เขาไหน หาต้นตอไม่เจอ
อย่างนี้ความสงสัยเราจะไม่สิ้นสุดหรอก ต้องหาคนที่”เขาว่า”เก่งๆอยู่ร่ำไป
ลงมือปฏิบัติเองไม่ดีกว่าหรอ มนุษย์ชอบเชื่อคนอื่นง่ายแต่ไม่ค่อยเชื่อตัวเอง

ที่ปู่ยังไม่ให้เชื่อจนกว่าจะปฏิบัติเองเนี่ย ไม่ใช่ว่าปู่จะไปค้านคำสอนของใคร
อย่างที่ปู่สอนเจ้าก็เช่นกัน ให้ลองทำดูก่อนค่อยเชื่อ
ฝึกภาวนากันบ่อยๆ อย่าให้ขาดช่วงนาน
ทำไปไม่ต้องคิด ว่าทำแล้วได้อะไร ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร
ทำบุญยังไงจะทำให้เกิดมารวยหรือสวยหล่อ เอาเป็นว่า
ให้เอาจิตไปจดจ่ออยู่แค่ ณ เวลาตอนนี้ที่กำลังหายใจเข้าออก

หน้าที่ความรับผิดชอบทางโลกมีอะไรบ้าง ก็ทำไป
ทางธรรมก็ควบคู่กันไป ดูให้พอดี อย่าให้ตึงเกิน จนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง
หรือหย่อนเกิน จนต้องมาเริ่มนับ 1 ใหม่อยู่ตลอด

● พระอาทิตย์ย่อมขึ้นทางทิศตะวันออก จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
(ความจริงก็คือความจริง)

● ทำเองได้เอง รู้เอง ย่อมมีผลมาก

● ทำบุญอย่าหวังบุญ ถ้าหวังบุญแล้วไม่ต่างจากคนขอบุญ

● มองคนให้มองหลายๆมุม อย่ามองเขาแค่มุม(ของเรา)มุมเดียว
จะรวยจน หน้าตาดีไม่ดี เก่งไม่เก่งยังไง ก็คือมนุษย์เหมือนกัน
มนุษย์ที่ยังต้องมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนๆกันหมด
ไม่มีใครดีไปกว่าใครเลย พวกทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง รวยจน
มันก็แค่สิ่งมายา ที่มนุษย์สมมุติกันขึ้นมาเองนะลูก
มองคนให้มองหลายๆมุม เขาก็มีดี มีไม่ดี เหมือนๆกับเรานั่นแหละ
อย่ารีบไปตัดสินว่าใครดีไม่ดี เพียงแค่เรื่องบางเรื่องของเขา
ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ มีเหตุผลในการกระทำ อย่าไปใส่ใจพฤติกรรมคนอื่นมากเลย
ดูแลและระวังจิตของตัวเองไม่ให้ไปกระทบสิ่งใด ให้นิ่งสงบ ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์เพราะตัวเราก็พอ

● คนเรามีดีบ้าง เลวบ้าง ให้อภัยกัน ย่อมนำความสุขสู่ตน

● ความรักถ้าลดเรื่องความใคร่ จะเป็นรักที่บริสุทธิ์

● สวดมนต์ควบคุมกาย สมาธิควบคุมจิต

● จิตซุกซนแต่ไม่ตลอดไป

● หายใจแรงๆไล่ความฟุ้งซ่าน

● จะทำอะไรให้เกิดผลต้องมี เป้าหมายก่อน

● คนเราบูชาเทพอยู่มากมาย แต่สุดท้ายก็ไหว้อยู่องค์เดียวคือพุทธองค์

● กรรมฐาน 40 กอง ถามว่าทำกองไหนดี(ที่ถูกกับจริต)
ท่านว่า “ให้กองไว้ตรงนั้น” คือ ปล่อยวางก่อน ค่อยปฏิบัติ

● ความจริงของการทำสมาธิ คือ การวาง ,การทำความว่าง
พวกนิมิตที่เราเห็น คือมายาจอมปลอม อย่าไปหลง ไปเชื่อ ไปยึดมัน
เมื่อเห็นก็ให้รู้ว่าเห็น รู้ เห็น ปล่อยวาง แล้วทำความว่างต่อไป
อย่างปู่ หรือบรรดาฤษี เขาฝึกอะไรกัน ไม่ได้ฝึกเอาอะไร เขานั่งสมาธิให้เกิดความว่างเท่านั้น
ไม่ได้ฝึกเอาโน่นเอานี่แบบมนุษย์หรอกลูก

● เวลาไม่ชอบใคร ให้ลองหยุดไตร่ตรอง มองเขาด้วยความเมตตา
อย่างที่ปู่เคยบอกแล้ว เราก็คน เขาก็คน ทำอะไรไม่ถูกใจกันบ้างก็ให้อภัยเขาไป
มองด้วยความเมตตา ถ้านึกไม่ออกว่าทำยังไง ก็ให้นึกไว้ “ไม่เป็นไร” “ช่างมันเถอะ”
ทำบ่อยๆ คิดแบบนี้บ่อยๆ จิตจะชินกับการให้อภัยไปเอง

● เมื่อมีอภิญญา ญาณหยั่งรู้ อย่าทะนง มีได้ก็ดับได้
เมื่อกิเลสเข้าครอบงำ ยึดครองว่าตัวกูของกู เมื่อนั้น เสื่อมทันที

● อยากได้ปฏิบัติเอา ไม่มีใครช่วยตัวเราได้ (ว่าด้วยเรื่องตาทิพย์ หูทิพย์)

● กรรมที่ทำไว้กับศาสนา เป็นกรรมหนักทั้งสิ้น คิดดีๆก่อนจะทำ (ว่าด้วยเรื่องโกงเงินวัด)

● มนุษย์ชอบทะนงตัวว่าเก่ง สุดท้ายก็หนีกรรมไม่ได้อยู่ดี (นอกจากเข้าพระนิพพาน)

● สิ่งที่เอ็งเห็นนะจริง แต่มันไม่จริงอย่างที่เอ็งเห็น
คนที่ฝึกสมาธิเพื่อจะเอา จะเห็น บางคร้้งภาพที่เห็นก็เป็นภาพหลอก
เพราะบางครั้ง จิตของคนเราจะมีภาพหรือสถานที่นั้นๆ อยู่แล้ว
เช่น อยากไปเที่ยวนรกสวรรค์ จิตก็นึกภาพไปก่อนแล้วล่วงหน้า
เห็นน่ะเห็นจริง แต่มันไม่เป็นจริง

● เห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นแล้วไม่ละบาป จะเห็นไปทำไม

● ตัวรู้ อันไหนจริงหรือหลอก
ให้ดูว่า อันไหนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง มีคุณจริง นั้นคือตัวรู้จริง
พอปฏิบัติสมาธิไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่จะมีการเห็นภาพนิมิต หรือตัวรู้ ญาณหยั่งรู้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ถามว่า จะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนจริงหรือหลอก ควรเก็บมายึดเอาเป็นความจริงหรือไม่
ก็ให้ดูว่า อันไหนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง มีคุณจริง นั้นคือตัวรู้จริง
แต่ถ้าอันไหน เห็นแล้วรู้แล้ว เกิดความลังเลสงสัย หาประโยชน์ไม่ได้
เช่น สมมุติ เจ้านิมิตเห็นว่าอดีตชาติเคยเป็นเทวดา
ทำให้สงสัยต่อว่า ที่เห็นน่ะจริงหรือ เก็บมาคิดเก็บมาสงสัย
ถามคนมีญาณหยั่งรู้เรื่อยไปเพื่อหาคำตอบ
อย่างนี้ไม่ควรไปยึดมัน ไม่มีประโยชน์ เสียเวลาในการปฏิบัติเปล่าๆ
เกิดในภพชาติมนุษย์ ก็ควรทำหน้าที่ ณ ปัจจุบันให้ดี
สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป หน้าที่และบทบาทในปัจจุบันชาติ สำคัญที่สุด

● หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นบาป

● มนุษย์ชอบบอกว่าตัวตนเองถูกเสมอ

● ใบไม้หล่นสู่พื้น ใบใหม่ย่อมงอกขึ้นมา

● ไม่มีอะไรดีที่สุดและแย่ที่สุด

● ถ้าเจอเรื่องอะไรที่วิกฤตให้นิ่งๆหายใจลึกๆ สมองจะโปร่งแล้วจะมองทางออกเจอ

● ชีวิตมีมาน้อย จะรอจนแก่ค่อยปฏิบัติธรรมหรือ

● บุญไม่เคยทำ จะถามหาแต่ความรวย
และถ้าถามปู่ว่า เมื่อไหร่จะรวย คำว่ารวยของเจ้าน่ะแค่ไหน
มีซักแค่ไหนถึงจะเรียกว่ารวย “เจ้าพอเมื่อไหร่ก็คือรวย” (แต่มนุษย์มักไม่พอ)

● องค์อะไรใหญ่สุด องค์ธรรมไง
ดิฉัน/กระผม มีองค์ไหม?เป็นองค์อะไร?
เจ้าอยากรู้ปู่ก็จะตอบให้ …
ถ้าใครถามว่ามีองค์มั้ย ให้บอกไปเลยว่า”มี องค์ใหญ่มากด้วย” “องค์ธรรม” ยังไงล่ะ

● ทำสมาธิเพื่อให้ละ ไม่ใช่เพื่อให้เอา
ถ้านั่งสมาธิเพื่อต้องการญาณหยั่งรู้ อยากเห็นภาพนิมิต
ความอยากได้ อยากมี มันเป็นกิเลส ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งสูญเปล่า
ลองไม่ต้องคิด ไม่ต้องหวังอะไร แล้วเจ้าจะได้
สังเกตดูสิ อะไรที่เราวิ่งตาม มันมักจะหนี
แต่ถ้าเราอยู่เฉยๆ เดี๋ยวมันก็มาหาเราเอง

ทำสมาธิไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคาดหวังผล ให้จิตได้พักผ่อน
วันๆ นึง จิตของมนุษย์ถูกใช้งานหนัก
จิตที่ทำงานหนักทุกวันโดยไม่ได้พัก วันหนึ่ง ก็จะหมดแรง ถดถอย
พลังในการต่อสู้ การทำงานหรือเรียน ลดน้อยลง
คนที่ทำสมาธิมาก จิตมีพลังมาก สมองจะโล่ง มีปัญญาตัวรู้ขึ้นโดยอัตโนมัติ
คิดอะไรฉับไว

● คนที่ไม่รู้อะไรเลย ฝึกง่ายที่สุด
บางคน ให้นั่งสมาธิ ให้ปฏิบัติธรรม ก็กังวลว่า ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องทางนี้เลย
จะทำได้ไหม จะทำถูกวิธีไหม
จริงแล้ว คนที่ไม่รู้อะไรเลย ฝึกง่ายที่สุด
คนที่เรียนอภิธรรมมาก รู้ข้อธรรมมาก ในทางปฏิบัติ ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีเสมอไป
เพราะคนที่รู้ข้อธรรมมาก่อน เมื่อลงมือทำจริง มักติดความลังเลสงสัย
ถ้าเจออะไรที่ไม่ตรงตามตำรา ก็หยุดชะงัก ใช่ไม่ใช่ มักเชื่อตำรามากกว่าการลงมือทำจริง
ส่วนคนที่ไม่รู้อะไรเลย จะฝึกได้ง่ายกว่ามาก(ไม่ติดความสงสัย)
พอมาอ่านในตำราทีหลังจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง มากกว่าคนที่อ่านก่อนปฏิบัติ

● การอธิษฐานจิต เป็นการกำหนดจุดหมายปลายทาง
ถามว่า การอธิษฐานจิต ทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการจริงหรือไม่
การอธิษฐานจิต เป็นเพียงการกำหนดทิศทาง จุดหมาย
ตัวสำคัญที่ทำให้เราได้ในสิ่งนั้น ก็คือ การลงมือทำด้วยความตั้งใจแน่วแน่
ถ้าเราหิวข้าว แล้วไม่เดินไปซื้อข้าวกิน จะหายหิวไหม
อยากไปนิพพาน แต่ไม่บำเพ็ญ หรือทำมั่งไม่ทำมั่ง นานๆครั้ง จะได้ไปไหม

หมั่นบำเพ็ญ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน อยากไปแดนไหน อยากเกิดเป็นอะไรก็อธิษฐานเอา
เมื่อสร้างกุศลบุญบารมีมากๆเข้า ก็หนุนนำให้เป็นไปเอง

● ปู่เห็นหลายๆคนมักจะคิดว่า จะขอทำบุญร่วมกับคนนี้คนที่ฉันรัก เพื่อชาติหน้าจะได้เจอกันอีก
หรือแม้กระทั่งคนที่เกลียดมากๆ ก็บอกว่าไม่ขอร่วมบุญด้วย จะได้ไม่ต้องเจอกัน
เอาเข้าจริงๆ… ชาติหน้าหรือชาติไหนๆ เราก็จำคนๆนั้นไม่ได้หรอก จะได้เจอหรือไม่ได้เจอกันอีก ไม่ควรไปใส่ใจนะลูก
เมื่อมีงานบุญงานกุศล ไม่ว่างานนั้นจะมีคนที่รักหรือเกลียดไปร่วมด้วย ก็ขออย่าให้เอามาเป็นเรื่องหลัก
ขอให้ทำบุญด้วยใจที่อยากทำ ด้วยความศรัทธาที่บริสุทธิ์ อย่าไปใส่ใจว่าคนที่รักหรือชังเราไปทำบุญด้วย
ทำไปเถอะสิ่งที่เป็นกุศล อย่าไปกลัวว่าชาติหน้าหรือชาติไหนๆ จะต้องมาเจอกับคนที่เราไม่ชอบอีกถ้าเราทำบุญร่วมกับเขา เพราะเราไม่มีทางจำกันได้
อีกอย่างนะลูก ฝึกเมตตาจิตให้เคยชิน ยกระดับจิตใจขึ้น
แล้วคนที่อยู่ใกล้ๆเขาจะรับกระแสพลังแห่งความเมตตานี้ได้ เพราะมันจะออกมาทางสีหน้าท่าทาง
ทีนี้ก็จะมีแต่คนที่อยากคุยอยากอยู่ใกล้เรายังไงล่ะ คนที่ไม่ชอบหรือหมั่นไส้เราก็จะลดน้อยลง

● ถามว่า ศาสนาอื่นมีนรกสวรรค์ หรือบาปบุญ เหมือนศาสนาพุทธไหม
เมื่อมนุษย์ได้หมดวาระ หรือได้เสียชีวิตไปจากโลกนี้ ในศาสนาต่างๆจะกล่าวไว้คล้ายกันเสมอว่า
เขาจะสู่ปรโลก ซึ่งคนเขาก็สงสัยกันมากในเรื่องนี้ มีคำตอบให้

ถามว่า คริสต์มีนรกสวรรค์มั้ย ตอบว่ามี ฮินดูพราหมณ์มีนรกสวรรค์มั้ย ตอบว่ามี
อิสลามมีนรกสวรรค์มั้ย ตอบว่ามี ทุกๆศาสนาบนโลกนี้ล้วนแล้ว มีคล้ายๆกัน
แล้วถามต่อไปอีกว่า แล้วนรกสวรรค์แต่ละที่เหมือนกันมั้ย ตอบว่าเหมือนกัน
เพียงแต่รูปที่ปรากฏต่อดวงวิญญาณนั้นๆย่อมไม่เหมือนกัน เพราะว่าสัญญาในความทรงจำไม่เหมือนกัน

ถ่ายทอดไม่เหมือนกัน แต่เป็นที่ๆเดียวกัน ถ้าฝรั่งเห็นเทวดา เขาจะเห็นใส่ชุดสีขาวมีปีกประมาณนี้

ถ้าคนไทยเราก็จะเห็นใส่ชฎา เหาะได้เช่นเดียวกัน
คือภาพๆเดียวกันแต่มองเห็นคนละแบบตามแต่ที่สัญญา(ความจำ)ไว้ในดวงจิต

Loading...

Comments

comments