“เราหยุดแล้วแต่ท่านไม่ยอมหยุด” ความหมายของพระพุทธงองค์สอนใจดีมาก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อหิงสกะ

 

ในการนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล อันมีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง ในครั้งนั้นยังมีพราหมณ์ปุโรหิตผู้หนึ่งนามว่า ภควพราหมณ์ ผู้เป็นภรรยามีนามเรียกโดยทั่วไปว่า มันตนีพราหมณ์ ภควพราหมณ์เป็นผู้รอบรู้ไตรเพทและวิชาแห่งการทำนายนักษัตร คือ สามารถทำนายชะตาชีวิตจากดวงดาวบนท้องฟ้า

ในวันที่นางมันตนีพราหมณ์ให้กำเนิดบุตรชายหัวปี ได้เกิดลางร้ายขึ้นภายในพระนครสาวัตถี ด้วยบรรดาศัสตราวุธปรากฏแสงประกายรุ่งเรืองราวแสงสะท้อนจากกองไฟ ภควพราหมณ์เห็นเหตุอาเพศรู้สึกแปลกใจ แหงนมองดาวบนท้องฟ้า ครั้นทราบว่าบุตรของตนเกิดใต้ฤกษ์ดาวโจร ภายภาคหน้าจะสร้างความเดือดร้อนแก่ปวงชน ด้วยเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองเหนืออื่นใด

ภควพราหมณ์จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อให้นำบุตรของตนไปพิฆาตเสียตั้งแต่เยาว์วัย

มหาราชปเสนทิโกศลไม่ทรงเห็นด้วย ดำริว่าเด็กทารกเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้นให้การอบรมเลี้ยงดูส่งเสริมให้มีวิชาความรู้ศึกษาในสำนักของครูผู้มีคุณธรรม ย่อมสามารถอบรมบ่มนิสัยให้ร้ายกลับกลายเป็นดีได้ เหมือนดังผู้เป็นบิดาซึ่งมีความจงรักภักดีเห็นแก่ประโยชน์ชาติบ้านเมือง ภควพราหมณ์ก้มลงหมอบกราบแทบเบื้องพระบาทรับพระมหากรุณาด้วยน้ำตานองหน้า เมื่อกลับมายังบ้านของตนจึงปรึกษากับนางพราหมณีให้นามบุตรของตนว่า “อหิงสกะกุมาร” อันมีความหมายว่า “ผู้ไม่เบียดเบียน”

ครั้นเมื่ออหิงสกะเจริญวัย ภควพราหมณ์ได้ส่งไปเรียนสรรพวิชา ณ สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักกสิลา ด้วยความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งปราชญ์ อหิงสกะมีความตั้งใจศึกษาและเล่าเรียนวิชาได้แตกฉานเหนือเพื่อนศิษย์ทั้งหลาย ทั้งยังเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เป็นผู้ที่ได้รับความรักใคร่จากอาจารย์แต่กลับเป็นที่อิจฉาริษยาของเพื่อนศิษย์ด้วยกัน จึงต่างพยายามยุยงด้วยอุบายจนผู้เป็นอาจารย์เกิดความเขลาด้วยโมหะ เข้าใจว่าอหิงสะคิดลบหลู่หมายล้มล้างตน ครั้นจะฆ่าด้วยตนเองก็เกรงตกเป็นที่ครหานินทา ดังนั้นมีวิธีเดียวที่จะกำจัดอหิงสกะ คือ ยืมมือผู้อื่นฆ่า โดยบอกว่าจะสอนพระเวทวิชาเอกเรียกว่า วิษณุมนต์ ให้แก่ศิษย์ที่มีความสามารถเหนือผู้อื่นเช่นอหิงสกะ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องหานิ้วมือมนุษย์จำนวนหนึ่งพันนิ้วจากหนึ่งพันคนมาจัดเป็นเครื่องกำนัลบูชาครูและเทพเจ้าผู้ประสิทธิ์วิชานี้

อหิงสกะแม้รู้สึกประหลาดใจในวิชาและข้อกำหนดที่อาจารย์จะถ่ายทอดให้ แต่ด้วยความเคารพจึงมิได้คิดโต้แย้ง น่าจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ที่ถูกอหิงสกะสังหารส่วนใหญ่ คงจะเป็นเหล่าเพื่อนศิษย์ที่ริษยา เพราะเมื่อแผนการของพวกตนสมคะเน ก็พากันไปลอบทำร้ายหมายประหารหรือจ้างพวกนักเลงพวกโจรไปรุมฆ่าฟัน อหิงสกะน่าจะต่อสู้เพื่อป้องกันตัวและนำนิ้วมือของฝ่ายศัตรูมาเก็บรักษาไว้ ในภายหลังจึงร้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อนำติดตัวไปได้สะดวก เลยได้นามใหม่ว่า “จอมโจรองคุลิมาล” หรือ “จอมโจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย”นับแต่นั้นมา

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับการร้องเรียนจากมหาชนว่า บัดนี้เกิดโจรร้ายสร้างความเดือดร้อนทำให้วิตกหวาดกลัว แม้เหล่าราชบุรุษก็มิอาจต่อกร ไม่มีใครทราบว่าองคุลิมาลโจรเป็นใครมาจากไหน นอกจากภควพราหมณ์เท่านั้น ที่แน่ใจว่าคงจะเป็นบุตรชายของตนผู้เกิดภายใต้ฤกษ์ดาวโจร เพราะหลังจากที่ทราบข่าวลือว่าอหิงสกะถูกขับออกจากราชสำนักตักกสิลาด้วยประพฤติมิชอบแล้วก็ไม่มีวี่แววข่าวคราว จนเกิดเรื่องราวของมหาโจรผู้นี้

ฝ่ายนางมันตนีพราหมณ์ ครั้นทราบข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเตรียมกองทัพเพื่อปราบปรามองคุลิมาลโจร จึงรีบออกติดตามหาบุตรชายด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าจะต้องราชภัย ซึ่งในเวลานั้นอหิงสกะผู้หลงผิดรวบรวมนิ้วมือมนุษย์ที่ถูกตนประหารเอาไว้ได้แล้ว ๙๙๙ นิ้ว ขาดเพียงนิ้วเดียวก็จะครบหนึ่งพันตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระอนาถตังสญาณว่า อหิงสกะกำลังจะกระทำมาตุฆาต คือประหารมารดา อันเป็นอนันตริยกรรมอันหนัก ห้ามมรรคผลห้ามนิพพาน ทั้งจอมโจรผู้นี้มิได้มีเจตนาประหารผู้ใดด้วยความอาฆาตพยาบาท แต่กระทำไปเพราะความเขลาทั้งเป็นผู้สามารถเข้าสู่ธรรมอันประณีตได้ พระบรมศาสดาจึงเสด็จสู่ป่าอันเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของ องคุลิมาลโจร

เมื่ออหิงสกะเห็นพระสมณะอยู่ตามลำพังผู้เดียวก็บังเกิดความยินดี คว้าดาบวิ่งไล่ตาม แต่ไม่ว่าจะพยายามวิ่งด้วยความรวดเร็วสักเพียงใด ก็ไม่อาจติดตามทันพระสมณะที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยอากัปกิริยาปกติมิได้เร่งร้อน สร้างความประหลาดใจให้อหิงสกะเป็นอย่างมาก ครั้นหมดกำลังลงจึงตะโกนเรียกว่า

“สมณะ… หยุดก่อน หยุดก่อนสมณะ”

พระพุทธองค์ยังคงเสด็จดำเนินต่อแต่ได้ตรัสตอบว่า

“เราหยุดแล้ว แต่ท่านนั้นแหละยังไม่ย่อมหยุด”

พระบรมศาสดาทรงหยุดยืนหันมาเฉลยปริศนาธรรมว่า

“ดูก่อนอหิงสกะ ที่ตถาคตกล่าวว่า เราหยุดแล้ว คือหยุดฆ่า หยุดเบียดเบียน หยุดแสวงหาในทางผิด หยุดดำเนินไปในทางทุจริตสิ้นทุกประการ ดูก่อนอหิงสกะ ที่ตถาคตกล่าวว่า ตัวท่านนั่นแหละที่ยังไม่ยอมหยุด เพราะยังไม่หยุดฆ่า ไม่หยุดเบียดเบียน ไม่หยุดแสวงหาในทางที่ผิด ไม่หยุดดำเนินไปในทางทุจริต ในมือของท่านยังถือดาบอยู่ ไฉนท่านจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว”

เมื่ออหิงสกะได้ฟังพระดำรัสพระบรมศาสดาตรัสประทานเพียงเท่านี้ ด้วยบุญกุศลแห่งแสงสว่างในปัญญา  บุญบารมีที่ได้สร้างสมมาแต่ปางก่อน ส่งผลให้บังเกิดความสำนึก ทิ้งดาบลงสู่พื้นก้มลงกราบแทบพระบาท หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดอหิงสกะ ได้บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วทรงพาพระองคุลิมาลไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ประหนึ่งว่าพระองค์เสด็จไปคล้องพญาช้างสารในป่า และได้ช้างพลายเชือกใหม่มาสู่พระอาวาส

Loading...

Comments

comments