ถ้าคุณได้เห็นข้อความนี้ แสดงว่าศีลเราเสมอกัน…..เรื่องดีๆ อยากให้อ่านกันทุกคนค่ะ แล้วอย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนที่คิดว่าศีลเสมอกัน

ถ้าคุณได้เห็นข้อความนี้ แสดงว่าศีลเราเสมอกัน…..เรื่องดีๆ อยากให้อ่านกันทุกคนค่ะ

จะแปลกมั้ย? ถ้าคนอย่างผมที่เชื่อในการพัฒนาตัวเอง เชื่อในการควบคุมชะตาชีวิตด้วยตัวเราเอง จะบอกว่าเรื่อง “บุญ” เรื่อง “กรรม” นั้นมีอยู่จริง

คำว่า “ศีลต้องเสมอ” จึงจะได้พบนั้น เป็นเรื่องจริง

คำว่า “บุญถึง” นั้นไม่ใช่เรื่องที่หลอกให้คนเชื่อในบาปบุญ แต่มันมีอยู่จริง

เคยได้ยินคำว่า “บุญมี แต่กรรมบัง” มั้ยครับ?

คำนี้ล่ะที่อธิบายได้ดีมาก ๆ

สำหรับคนที่ยังไม่ถึงเวลาของเขานั้น

ต่อให้เราเคี่ยวเข็ญเท่าไหร่

เขาก็จะไม่มีวันสนใจในความหวังดีของเรา

เพราะเขาถูก “กรรมบัง”

ผมเองเคยเจอคนมาปรึกษาหลายครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวมีปัญหา ลูกชายกำลังเจอมรสุมชีวิต

และอีกมากมายล้านเจ็ดสิบเอ็ด ทุกคนบ่นเหมือนกันว่า

ฉันพยายามช่วยทุกอย่างแล้ว เขาก็ยังไม่ดีขึ้น จะทำอย่างไรดี?

ผมเองได้แต่ตอบแบบให้กำลังใจไป

ทั้งที่หลายครั้งอยากจะบอกเหลือเกินว่า

“บุญ” ของเขายังไม่ถึง

ถ้าบุญไม่ถึง ต่อให้ยื่นความช่วยเหลือไปอย่างไรก็ไม่ได้ผล

เอาหนังสือดี ๆ ไปวาง เขาก็จะไม่อ่าน

ออกเงินให้ไปเข้าสัมมนา เขาก็ฟังไปหลับไป

ชวนไปวัดไปวา เขาก็ไปให้เรา จะได้จบ ๆ ไป

กำลังจะได้ยินประโยคเปลี่ยนชีวิตจากในทีวี

ก็มีอันที่เขาจะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ

เรียกว่าแคล้วคลาดกับทางออกของชีวิตอยู่ร่ำไป

ทำไมผมพูดแบบนั้น

ก็เพราะเรื่องนี้เองเคยเกิดขึ้นกับชีวิตผมมาก่อน

ผมรู้เลยว่าตอนช่วงหลุมดำของชีวิตผมนั้น

“บุญ” ผมไม่ถึง จึงต้องเผชิญกรรม

ไขว่คว้าหาทางออกยังไงก็ไม่เจอ

หรือต่อให้ทางออกมี ผมก็มองไม่เห็น

แต่แล้วจู่ ๆ วันนึงทางรอดมันก็มาพร้อม ๆ กันหมด

เจอหนังสือดี ๆ เจอคนดี ๆ เจอโอกาสดี ๆ

สุดท้ายก็หลุดวงโคจรนั้นมาได้

แล้วพอหลังจากนั้น ชีวิตก็ไม่เคยเจอปัญหาหนัก ๆ แบบนั้นอีกเลย

หรือพอเหมือนจะมีปัญหา อยู่ดี ๆ ก็จะไปเจอทางออกมาบอกใบ้ให้

แล้วก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากลำบาก

ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นเพราะผม “บุญถึง” แล้วนั่นเอง

คำถามก็คือ แล้วทำอย่างไรจะให้ “บุญถึง”?

คำตอบที่ผมจะตอบ อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องตามหลักศาสนา

แต่คิดว่าน่าจะเข้าถึงคนทั่วไปได้ไม่ยาก

ส่วนจะได้ผลหรือไม่ ลองไปปรับใช้ตามจริตเองก็แล้วกันครับ

แท้จริงแล้วคำว่า “บุญ” นั้น ผมตีความว่ามันคือ “พลังงาน” นั่นเอง

เน้นให้ชัดกว่านั้นก็คือ “พลังงานด้านบวก”

เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้จิตใจเราอยู่ใน “พลังบวก” เท่าไหร่

บุญที่ว่าก็จะค่อย ๆ สะสมจน “บุญถึง”

เราทำอะไรได้บ้าง?

แน่นอน ถ้าเป็นทางศาสนา

ก็จะบอกให้ทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา

ซึ่งนับเป็นเรื่องดีครับ ทำบุญทำทานน่ะทำไปเหอะ

แต่ผมคิดว่าเราสามารถทำเพิ่มเติมจากนั้นได้อีก

ไม่ว่าจะเป็น อยู่เงียบ ๆ คนเดียว ทบทวน นั่งสมาธิ

ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมการกุศล

ไม่หมกมุ่นกับปัญหา ให้อภัย

คบคนดี ๆ หาความรู้ใหม่ ๆ ใส่สมอง

มีทรัพย์พึงให้ทาน มีความรู้พึงให้วิทยาทาน

มีแรงมีกำลังก็ช่วยสังคม

ไม่มีแรง แค่รอยยิ้มให้พนักงานบริการก็ยอดเยี่ยมแล้วครับ

นี่คือบางตัวอย่างที่ทำได้

แน่นอน ถ้า “บุญไม่ถึง”

เขาคนนั้นก็จะไม่ยอมทำส่ิงเหล่านี้อยู่ดี

ยังคงมีความสุขที่จะมีความทุกข์ต่อไป

แบบนั้นก็คงต้องเอาที่สบายใจแล้วล่ะครับ

แต่ถ้าเราศีลเสมอกัน

จนคุณบังเอิญผ่านมาอ่านบทความนี้ที่ผมเขียน

และกำลังสงสัยว่า ชีวิตจะไปต่ออย่างไรดี? หาทางไปไม่เจอ

ผมแนะนำให้ “สร้างบุญ” ครับ

สร้างบุญในความหมายที่ผมกล่าวไปนะครับ คือ “สร้างพลังงานบวก”

เอาแบบเบสิคก็ไปทำบุญ ทำทาน ฟังธรรม กอดพ่อ อ้อนแม่

ชอบขยับตัว ก็ออกกำลัง กินอาหารดี หลับให้เพียงพอ ช่วยกิจกรรมสังคม

ชอบนิ่ง ๆ ก็อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ อยู่คนเดียว ปิดทีวี ปิดมือถือ ทบทวนตัวเอง

ทั้งหมดเพื่อจุดหมายคือ “สร้างบุญ” ให้ตัวเอง

เมื่อวันที่ “พลังงาน” ถึง ปัญหาจะคลี่คลายไปเอง

แล้ววันนั้นคุณจะเข้าใจที่ผมพยายามจะสื่อว่า

เมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็จงอดทน สร้างบุญต่อไป

เมื่อถึงเวลา เมื่อบุญถึงพร้อม

ชีวิตจะสว่างกระจ่างสดใสแบบที่คุณนึกไม่ถึง

บุญมีอยู่จริง และไม่ต้องรอใช้ชาติหน้า

สะสมครบ แลกรับรางวัลชีวิตในชาตินี้ได้เลยครับ

ขอบพระคุณบทความดีๆ จาก บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ นักเขียน Bestseller

Loading...

Comments

comments